ผลสำรวจสุขภาพคนไทยวัยทำงาน พบเสี่ยงป่วย NCDs มากขึ้น โรคอ้วนเพิ่มขึ้น 45%

ทำยังไงได้ ก็ของหวาน ของมัน ของอร่อย ล่อตา ล่อใจ ล่อปากมันเยอะ 😁😁




“ภายใต้โครงการพัฒนากลไกการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กรฯ ได้มีการพัฒนาให้เกิดหลักสูตร “พัฒนาศักยภาพ จป. เพื่อเป็นผู้นำการขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ” จุดมุ่งหมายสำคัญ คือ การพัฒนาเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานให้มีทักษะในการเป็นผู้นำการสร้างเสริมสุขภาวะองค์กร เช่น การดูแลสุขภาพคนงานแบบองค์รวม (Total Worker Health) พัฒนาโปรแกรมสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาวะในสถานประกอบการ และเรียนรู้เครื่องมือพื้นฐานเพื่อดูแลสุขภาพใจสำหรับแรงงาน ผู้ที่เข้าร่วมอบรมจะสามารถประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพที่เกิดจากพฤติกรรมของลูกจ้าง และสามารถให้คำแนะนำในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงานจากสถานประกอบการเข้าร่วมอบรม 898 คน เกิดการบูรณาการงานด้านความปลอดภัยและการสร้างเสริมสุขภาพของลูกจ้างในสถานประกอบการอย่างเข้มแข็ง” ร.อ.สาโรจน์ กล่าว

น.พ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ไทยต้องเผชิญปัญหาคนวัยทำงานป่วยและเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากโรค NCDs สอดคล้องกับผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 ปี 2567-2568 โดย สสส. และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข พบคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน 45% ป่วยโรคความดันโลหิตสูง 29.5% ป่วยเบาหวาน 10.6% ที่น่าเป็นห่วง คือ มีคนที่เสี่ยงเป็นเบาหวานในอนาคตสูงถึง 5.7 ล้านคน 

จากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. จึงร่วมกับ กสร. และกระทรวงแรงงาน ขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะในสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดองค์กรสุขภาวะ (Happy Workplace) พัฒนาให้เกิดชุดองค์ความรู้ในการสร้างเสริมสุขภาพ เช่น คู่มือแนวทางการดำเนินการโครงการสร้างเสริมสุขภาพในสถานประกอบการ แผนการบริหารจัดการสุขภาพคนงานแบบองค์รวม ที่สำคัญ คือการส่งเสริมให้เกิดโมเดลต้นแบบสถานประกอบการ 70 แห่ง ที่ให้ความสำคัญกับสร้างนโยบายส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงานระดับองค์กร
  

“ในปี 2569 สสส. เดินหน้าสนับสนุนให้สถานประกอบการไทยพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ทำงาน เพื่อเอื้อให้คนวัยทำงานมีสุขภาวะดีระยะยาวด้วย 7 แนวทางสำคัญ 1.ออกแบบสภาพแวดล้อม เพื่อให้คนทำงานมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งกายและใจ 2.ดูแลสุขภาพจิตคนวัยทำงาน โดยออกแบบระบบเวลาการทำงานที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิต 3.ปรับรูปแบบการทำงานที่เอื้อต่อการเพิ่มกิจกรรมทางกาย 4.ยกระดับโรงอาหารในองค์กร สู่การเป็นโรงอาหารสุขภาพ 5.สร้างทักษะการรู้เท่าทันภัยสุขภาพในยุคดิจิทัล 6.สร้างวัฒนธรรมองค์กรปลอดบุหรี่และแอลกอฮอล์  7.ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีในที่ทำงาน พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนและสังคม สำหรับสถานประกอบการที่สนใจร่วมขับเคลื่อนองค์กรสุขภาวะ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://happy8workplace.thaihealth.or.th/happy-8 ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว


นายรัชธัช จุลละจินดา ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ภิรัชแมนเนจเม้นท์ จำกัด หนึ่งในสถานประกอบการต้นแบบ กล่าวว่า บริษัทฯ นำเอาแนวคิด Happy Workplace ของ สสส. เข้ามาเป็นหนึ่งในพันธกิจขององค์กร เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและบรรยากาศการทำงานที่ดีให้แก่พนักงาน โดยบูรณาการงานด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสุขภาวะองค์กรเข้าด้วยกัน มีกิจกรรมที่สำคัญเกิดขึ้น เช่น การปรับพื้นที่การทำงาน ลดเสี่ยงป่วยออฟฟิศซินโดรม จัดเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านโภชนาการ และแชร์ประสบการณ์ดูแลสุขภาพจิต เกิดชมรมสันทนาการเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีภายในองค์กร และชมรม Happy Dance มุ่งสร้างค่านิยมการออกกำลังกาย 

ผลลัพธ์จากการดำเนินงาน พบพนักงานมีค่าน้ำตาลในเลือดลดลง 95.24% ความดันโลหิตลดลง 61.90% ดัชนีมวลกายอยู่ในเกณฑ์ปกติเพิ่มขึ้น 33.33% ที่น่าสนใจ พบพนักงานมีความรู้เรื่องสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น 92.25% ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายผลการสร้างเสริมสุขภาวะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้พนักงานมีสุขภาวะดี และตั้งเป้าลดอัตราการลาป่วยของพนักงานลง 25% ภายในปี 2569

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่